ข่าวผู้บริหาร



รองอธิบดี สถ. ร่วมเวทีเสวนา
 


วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2563) ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มอบหมายให้ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้าร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเสวนาหัวข้อ"ไขข้อข้องใจภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง" ร่วมกับผู้แทนจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมธนารักษ์ และศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ โดยมีผู้ประกอบการภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมการสัมมนา งานสัมมนาวิชาการดังกล่าว จัดโดยหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและสมาคมการค้าเครือข่าย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้กับภาคประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น และตอบข้อซักถามในประเด็นที่ประชาชนมีความกังวล รองอธิบดี สถ. กล่าวว่า สืบเนื่องจากการจัดเก็บภาษีตามกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน และกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายภาษีที่ดินและส่ิงปลูกสร้างขึ้นใช้บังคับแทน กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้เปลี่ยนหลักการคำนวณมูลค่าฐานภาษีจากเดิมซึ่งใช้รายได้ที่เกิดจากทรัพย์สิน มาเป็นการใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกรมธนารักษ์เป็นมูลค่าฐานภาษี โดยอัตราภาษีจะแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้ประโยชน์ของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กฎหมายนี้จะไม่กระทบกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งประกอบอาชีพด้านการเกษตร และเดิมเคยเสียภาษีในอัตราที่ต่ำตามกฎหมายเดิม รวมถึงผู้ใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อการอยู่อาศัย เพราะจะมีบุคคลธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินอยู่ในข่ายต้องเสียภาษีเพียงประมาณ 10,000 ราย หรือร้อยละ 0.04 ของผู้เป็นเจ้าของบ้านและที่ดินทั่วประเทศ ขณะที่ผู้ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากการประกอบการเกษตรและอยู่อาศัย จะเสียภาษีในอัตรา เริ่มต้นล้านละ 3,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าภาระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งจัดเก็บในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี และกรณีมีการใช้ประโยชน์หลายประเภทจะยึดหลักเกณฑ์การคำนวณมูลค่าฐานภาษีแยกตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์จริงเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี "อย่างไรก็ตามเนื่องจากเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม และที่อยู่อาศัย ยังไม่ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย จึงอาจทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความเข้าใจผิด ซึ่งในเรื่องนี้เมื่อหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลังจะได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันโดยเร็วต่อไป" รองอธิบดี สถ.กล่าว

จำนวนผู้เข้าชม 365