ระเบียบ/กฎหมาย

     จำนวนรายการต่อหน้า

คำตอบ (1): หลักเกณฑ์การขอเปลี่ยนแปลงชื่อ (๑) ชื่อเดิมมีความหมายไม่ดีไม่สุภาพหรือไม่เป็นมงคล (๒) การเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อแสดงถึงความเป็นมาทางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมสามารถพิสูจน์ได้จากเอกสารบุคคลหรือสถานที่ (๓) ชื่อที่เสนอขอเปลี่ยนแปลงต้องไม่ขัดต่อวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีของประชาชนและเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี (๔) ขอเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมซึ่งมีความหมายดีประชาชนนิยมเรียกขานเป็นระยะเวลายาวนานและเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป (๕) การขอเปลี่ยนแปลงชื่อเพื่อใช้ภาษาท้องถิ่นซึ่งมีความหมายในทางที่ดีและถือเป็นการอนุรักษ์ด้านภาษา (๖) การขอเปลี่ยนแปลงชื่อเป็นกรณีพิเศษโดยได้รับพระราชทานชื่อใหม่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรมวงศานุวงศ์หรือสมเด็จพระสังฆราชประทานให้ (๗) ชื่อเดิมไปตรงหรือพ้องกันกับชื่อส่วนราชการอื่นที่อยู่ในเขตติดต่อกันหรือในบริเวณเดียวกัน ขั้นตอนการขอเปลี่ยนแปลงชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อปท. จัดทำเรื่องเสนอขอเปลี่ยนมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในเบื้องต้นก่อนและให้นำเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาเรื่องการขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัดอำเภอและตำบลหมู่บ้านหรือสถานที่ราชการอื่นๆเพื่อพิจารณาต่อไปโดยจัดทำเอกสารดังต่อไปนี้ จำนวน ๑๕ ชุด (๑) สำเนารายงานการประชุมสภา อปท. (๒) สำเนารายงานการประชุมราษฎรในเขตพื้นที่ (๓) ความเห็นชอบของนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด (๔) รายงานประวัติความเป็นมาข้อเท็จจริงของสถานที่ที่ขอเปลี่ยนชื่อนั้นโดยสังเขปพร้อมทั้งเหตุผลในการขอเปลี่ยนแปลงชื่อและอธิบายความหมายของคำที่ขอเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน (๕) ทำแผนที่โดยสังเขปแสดงที่ตั้งของสถานที่ที่จะขอเปลี่ยนแปลงชื่อและสถานที่ใกล้เคียงที่สำคัญอื่นๆไว้ด้วย
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (2): หลักเกณฑ์การจัดตั้งเป็นเทศบาลเมือง (๑) ท้องถิ่นอันเป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัด หรือท้องถิ่นชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต่หนึ่งหมื่นคนขึ้นไป และ (๒) มีรายได้พอควรแก่การที่จะปฏิบัติหน้าที่อันต้องทำตามพระราชบัญญัตินี้ หลักเกณฑ์การจัดตั้งเทศบาลนคร (๑) ท้องถิ่นชุมนุมชนที่มีราษฎรตั้งแต่ห้าหมื่นคนขึ้นไป และ (๒) มีรายได้พอควรแก่การที่จะปฏิบัติหน้าที่อันต้องทำตามพระราชบัญญัตินี้
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (3): ได้ มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ (๑) ประชาชนที่มีความประสงค์จะไปอยู่กับเทศบาลอื่น ยื่นคำร้องต่อเทศบาลที่ตนมีภูมิลำเนาอยู่และเทศบาลที่ต้องการจะไปอยู่ (๒) เทศบาลทั้งสองแห่งตรวจสอบเหตุผลและความจำเป็น แล้วรายงานผู้กำกับดูแล (๓) จังหวัดจัดประชุมราษฎรในเขตเทศบาลที่จะแยกพื้นที่บางส่วน และเทศบาลที่จะรับรวม (๔) หากประชาชนในเขตเทศบาลที่จะแยกพื้นที่บางส่วน ยินยอมให้ไป และเทศบาลที่จะรับรวมยินยอมรับ ให้จัดส่งเอกสารให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๓๐ ชุด ดังนี้ (๔.๑) สำเนารายงานการประชุมราษฎร ตามข้อ (๓) (๔.๒) เหตุผลความจำเป็นของเทศบาลที่จะแยกพื้นที่ไปรวม และเทศบาลที่รับพื้นที่มารวม (๔.๓) ข้อมูลพื้นฐานของเทศบาลทั้งสองแห่ง (๔.๔) ความเห็นของสภาเทศบาลทั้งสองแห่ง (๔.๕) ความเห็นของอำเภอ และจังหวัด (๔.๖) แผนที่และคำบรรยายแนวเขตใหม่ของเทศบาลทั้งสองแห่ง ขนาด ๑:๕๐๐๐๐
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (4): ได้ มีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้ (๑) ประชาชนในพื้นที่ที่จะขอแยกพื้นที่บางส่วน ยื่นคำร้องแสดงความประสงค์ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล (๒) องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาฯ (๓) องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลรายงานนายอำเภอในพื้นที่ (๔) นายอำเภอจัดให้มีการสำรวจเจตนารมณ์ของประชาชน ตามระเบียบฯ (๕) ส่งข้อมูลให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๓๐ ชุด ดังนี้ (๕.๑)แบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานซึ่งผ่านความเห็นชอบจากนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดตามลำดับ (๕.๒)สำเนารายงานการประชุมสภาทั้งสองแห่ง (๕.๓) ประกาศผลการสำรวจเจตนารมณ์ตามแบบ สจร. ๑๑ (๕.๔)แผนที่แนวเขต (มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐) และคำบรรยายแนวเขตแนบท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทย
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (5): ได้ โดยมีเงื่อนไขและแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้ (๑) มีพื้นที่ติดต่อกันภายในเขตอำเภอเดียวกัน (๒) ให้อำเภอจัดประชุมราษฎรในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะไปรวมและราษฎรในเขตเทศบาลที่จะรับรวม ว่ามีความประสงค์จะไปรวมหรือจะรับรวมหรือไม่ (๓) หากประชาชนเสียงข้างมากในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะไปรวมและประชาชนในเขตเทศบาลที่จะรับรวม มีความประสงค์ที่จะไปรวมและรับรวม ให้จัดส่งเอกสาร ดังต่อไปนี้ ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อดำเนินการต่อไป (๓.๑) สำเนารายงานการประชุม ตามข้อ (๒) (๓.๒) คำบรรยายแนวเขตและแผนที่แนวเขตใหม่ ขนาด ๑:๕๐๐๐๐ (๓.๓) ข้อมูลเบื้องต้นในการรวมองค์การบริหารส่วนตำบลกับเทศบาล (๓.๔) ความเห็นของสภาองค์การบริหารส่วนตำบลที่จะไปรวมและสภาเทศบาลที่จะรับรวม (๓.๕) ความเห็นของอำเภอและจังหวัด
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (6): ได้ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ของการเป็นเทศบาลเมือง คือ เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัด หรือมีจำนวนประชากรตั้งแต่หนึ่งหมื่นคนขึ้นไป
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (7): องค์การบริหารส่วนตำบลที่ประสงค์จะจัดตั้งเป็นเทศบาล ให้ดำเนินการ ดังนี้ (๑) นำเรื่องเสนอให้สภาองค์การบริหารส่วนตำบลพิจารณา (๒) จัดประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อสำรวจเจตนารมณ์ของประชาชนว่า (๓) ส่งข้อมูลให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน ๓๐ ชุด ดังนี้ (๓.๑)แบบสำรวจข้อมูลพื้นฐานซึ่งผ่านความเห็นชอบจากนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดตามลำดับ (๓.๒)สำเนารายงานการประชุมสภาท้องถิ่น ในคราวซึ่งมติเห็นชอบให้จัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงฐานะ (๓.๓)แผนที่แนวเขต (มาตราส่วน ๑:๕๐,๐๐๐) และคำบรรยายแนวเขตแนบท้ายประกาศกระทรวงมหาดไทย กรณีองค์การบริหารส่วนตำบลให้ยึดถือแนวเขตตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอ.........จังหวัด.........กรณีเทศบาลให้ยึดถือแนวเขตตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลนั้น หรือตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาลนั้น แล้วแต่กรณี (๓.๔)สำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดเขตเทศบาลในท้องที่อำเภอ...........................จังหวัด.....................................หรือสำเนาพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาล..............................พ.ศ. .... หรือสำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง จัดตั้งสุขาภิบาล.................................. พ.ศ. ....(ฉบับที่ใช้กำหนดแนวเขตการปกครองในปัจจุบัน)
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (8): เรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มี ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลใดที่มีความประสงค์จะขอจัดตั้งเป็นเทศบาล ให้เสนอเรื่องมาได้เลย
[ สน.พร. : สำนักพัฒนาระบบ รูปแบบ และโครงสร้าง ** ]

คำตอบ (9): ญัตตินั้นสภาท้องถิ่นต้องพิจารณาเป็นรายญัตติไป แต่หากนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นผู้เสนอญัตติเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องเดียวกันก็จะนำมารวมเป็นญัตติเดียวกันก็ได้ เช่น ญัตติขอจ่ายขาดเงินสะสม อาจนำเอารายการจ่ายขาดเงินสะสมเพื่อใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ มารวมเป็นญัตติเดียวกันก็ได้
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (10): การบวชชีพราหมณ์ ไม่ถือเป็นนักพรตหรือนักบวช ดังนั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามแต่อย่างใด
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (11): ตามมาตรา ๖๔ วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๒ กำหนดว่า ในระหว่างที่ไม่มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลให้ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลปฏิบัติหน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเท่าที่จำเป็นได้เป็นการชั่วคราวจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนั้น กรณีนี้จึงต้องใช้คำว่า ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (12): ตามมาตรา ๒๕ แห่ง พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้กำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่าที่มีอยู่ อาจทำคำร้องยื่นต่อประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเท่าที่มีอยู่ อาจยื่นคำร้องต่อประธานสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอให้เปิดการประชุมสมัยวิสามัญได้ เป็นเพียงการยื่นคำร้องให้ประธานสภาองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด เรียกประชุมมิใช่การเสนอญัตติ เพราะการเสนอญัตติเป็นการเสนอเรื่องเพื่อให้สภาท้องถิ่นพิจารณา
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (13): ตามข้อ ๓๘ แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้กำหนดว่า ญัตติทั้งหลายต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานสภาท้องถิ่นล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าห้าวัน แต่อย่างไรก็ดี ตามข้อ ๓๘ วรรคห้า แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยฉบับเดียวกันได้กำหนดให้ญัตติบางประการสามารถเสนอด้วยวาจาในที่ประชุมสภาท้องถิ่นได้โดยให้นำความในข้อ ๓๙ มาใช้บังคับ กล่าวคือ (๖) ญัตติที่ประธานที่ประชุมเห็นควรอนุญาต
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (14): ตามข้อ ๒๖ แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้กำหนดว่า เมื่อถึงเวลานัดประชุมและสมาชิกสภาท้องถิ่นมาครบองค์ประชุมแล้ว แต่ไม่มีประธานสภาท้องถิ่นและรองประธานสภาท้องถิ่น ก็ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้มีอายุมากที่สุด ซึ่งอยู่ในที่ประชุมคราวนั้นเป็นประธานที่ประชุมชั่วคราว เพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นเลือกกันเองเป็นประธานที่ประชุมคราวนั้น ประธานที่ประชุมคราวนั้นต้องจัดให้มีการเลือกประธานสภาท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง ตามข้อ ๑๕ แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยประธานที่ประชุมคราวนั้นทำหน้าที่ประธานที่ประชุมเพื่อเลือกประธานสภาท้องถิ่นแทนตำแหน่งที่ว่าง กรณีของ อบต. ประธานที่ประชุมคราวนั้น รายงานผลการเลือกประธานสภา อบต. แทนตำแหน่งที่ว่างต่อนายอำเภอ และเมื่อนายอำเภอแต่งตั้งประธานสภา อบต. แล้ว จึงมาดำเนินการเลือกรองประธานสภา อบต. แทนตำแหน่งที่ว่างต่อไป
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]

คำตอบ (15): ญัตติต้องเสนอล่วงหน้าก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่า ๕ วัน แม้จะอยู่นอกสมัยประชุมก็สามารถเสนอญัตติได้ แต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขดังกล่าว และเมื่อถึงสมัยประชุมแล้ว ประธานสภาต้องบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมภายในกำหนดเวลาอันสมควร
[ กม. : กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น ]


first previous ข้อมูลที่ 1 - 15 จาก 15 next last

  • 95,058,175
  • 490